แต่งหน้าให้ดูเป็นสาวหวานสดใส

8

ในสังคมปัจจุบัน มีผู้หญิงมากมายที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา แต่ก็ต้องดูแลผิวหน้าและรูปร่างตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ การแต่งหน้าให้สวยสดใส จึงมีความจำเป็นอย่างมาก การแต่งหน้ามีหลากหลายแบบ เลือกได้ตามความพอใจ

ขั้นตอนการแต่งหน้า ให้สวยสดใส มีดังนี้

1.การบ้างหน้าให้สะอาด โดยใช้โฟมล้างหน้า  ใครที่มีหน้ามันอาจจะใช้โฟม ลดความมันหลังจากนั้นทาครีมหรือมอยเจอร์ไลเซอร์ และทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องแสงรังสียูวี  แสงแดดจะเป็นตัวที่ทำให้ผิวหน้าเราเกิดริ้วรอย  ฝ้า  กระ  จุดด่างดำได้  ควรจะทาครีมกันแดดเพื่อเป็นการบำรุงรักษาผิว ตามด้วยครีมรองพื้น เลือกสีให้ใกล้เคียงกับผิวของเราไม่ขาวเวอร์จนเกินไป ทาบางๆไม่ทาหนาจนหน้าลอย จะทำให้ดูไม่สวยงาม

2.เมื่อทาครีมกันแดดและลงรองพื้นเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมาทาอายไลเนอร์  ทาที่เปลือกตาโดยทาให้ทั่วทั้งเปลือกตาบนและเปลือกตาล่าง  ถ้าชอบเลือกแบบที่มีสีอ่อน  ทาตั้งแต่หัวตามายังหางตา  ดูให้เหมาะสมสวยงาม

3.ใช้คอนซีลเลอร์ทาตามจุดที่มีแผลเป็น  กระ  จุดด่างดำ ทาจุดคล้ำใต้ดวงตา   เพื่อให้หน้าดูสว่างสดใสขึ้น เพื่อปกปิดริ้วรอย แล้วทาทับด้วยแป้งฝุ่นอีกที  จะทำให้ผิวหน้าขาวขึ้นและเรียบเนียนขึ้น

  1. เขียนคิ้ว เพื่อความเป็นธรรมชาติ ใช้ดินสอเขียนวาดหรือจะใช้สีฝุ่น แล้วแต่สะดวก  ปัดด้วยมาสคาร่าสีอ่อน  ให้ดูสวยงามเหมาะสม  ถ้าใครคิ้วหนามากๆ  สามารถกันออกได้  เพื่อไม่ให้ดูรกเกินไป  จากนั้นตามด้วยการกรีดอายไลเนอร์สีเข้ม  เน้นความคมชัด  และดูเป็นธรรมชาติ
  2. ทาแก้มด้วยครีมบรัชออนสีอ่อนๆ โทนสีชมพู หรือสีส้มอ่อน ทาให้เป็นสีชมพูระเรื่อๆ ให้ดูเป็นธรรมชาติ ดูมีประกายวิ้งๆวับวาว  เพื่อให้ผิวดูสวยใส เป็นธรรมชาติ
  3. ปัดไฮไลท์สีขาวบนใบหน้า บริเวณจมูก  ไฮไลท์ดั้ง เพื่อให้ดูมีสัน  คมเข้มตามแต่ชอบ  โดยการปัดบางๆ เบาๆ เพื่อให้ดูขาวขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ  หลังจากนั้นก็ดัดขนตา  ปัดมาสคาร่าด้วยสีธรรมชาติ
  4. ใช้บรัชออนที่เป็นฝุ่นมาปัดทับอีกครั้ง  โดยเลือกให้มีสีเดียวกับครีมบรัชออน  เพื่อให้เป็นสีโทนเดียวกัน  และไม่ดูหลอกตาจนเกินไป
  5. ทาลิปสติกสีชมพู ทาบางๆให้ดูเป็นธรรมชาติ ทาทับด้วยลิปกรอส เพิ่มความแวววาว เพื่อให้ริมฝีปากดูสวยงาม

ผู้หญิงกับความสวยเป็นสิ่งคู่กัน  คงไม่มีใครอยากเกิดมาแล้วหน้าตาไม่สวย  ขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพ  กรรมพันธุ์  แต่ในปัจจุบันนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป  คนที่ไม่สวยก็สามารถทำให้สวยได้โดยสถาบันเสริมความงามมากมาย การแต่งหน้าในปัจจุบันนี้ ส่วนมากเน้นแต่งแบบเผยผิวหน้าใส  ให้สวยสมวัย

แต่งหน้าอย่างไรให้สวยใส

9

                ในทุกวันก่อนจะออกจากบ้านไปทำงาน ผู้หญิงแทบทุกคนจะต้องแต่งหน้าทาปากไปทำงาน ไม่มีใครออกจากบ้านแบบหน้าไม่แต่ง หน้าจะซีดปากซีดจะออกจากบ้านไปได้อย่างไร เนื่องจากต้องเจอกับเจ้านายเพื่อนร่วมงาน ผู้คนมากมายระหว่างการเดินทาง คงไม่มีใครทนได้ถ้าต้องอยู่ในสภาพหน้าโทรมๆเหมือนคนป่วย ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ ดังนั้นเรามาดูเทคนิคการแต่งหน้าอย่างไรให้สวยกันดีกว่า

1.ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการเลือกซื้อเครื่องสำอางค์ เลือกผลิตภัณฑ์ที่ยี่ห้อ คุณสมบัติคุณลักษณะ วิธีการใช้ การเลือกสีผิวว่าเหมาะกับตัวเองหรือไม่ ควรเลือกที่มีราคาเหมาะสม เป็นสินค้าที่มีการรับรองโดยองค์การอาหารและยา เพื่อที่จะทำให้ไม่เกิดการแพ้หรือระคายเคืองตามมา

2.จากนั้นก็เตรียมผิวหน้าให้สะอาด ทำความสะอาดด้วยโฟมล้างหน้า เลือกที่เป็นแบบคลีน ล้างทำความสะอาด ตามด้วยครีมกันแดด ครีมรองพื้น แล้วทาทับด้วยแป้งฝุ่น หรือแป้งผสมรองพื้น ตามแต่สะดวก

3.การปัดแก้ม ควรเลือกสีที่ชอบ เป็นโทนที่ดูแล้วสบายตา สีที่เลือกเป็นทูโทน สีชมพูอ่อน ควรปัดที่โหนกแก้มขึ้นไป ให้ดูสวยงาม ไม่ทาเยอะจนเกินไป เพราะจะทำให้แก้มแดงเกิน และดูไม่สวยงาม

4.การใช้อายแชร์โดว์ ควรเลือกสีที่เป็นสีอ่อน เช่น ฟ้าอ่อน ชมพูอ่อน ทาเปลือกตาทั้งบนและล่าง ไล่สีโทนเข้มสีโทนตามชอบใจ แต่ให้ออกมาโดยรวมดูสวยงาม

5.การใช้อายไลน์เนอร์กรีดตา โดยส่วนมากจะเลือกใช้เป็นสีดำหรือสีน้ำตาลเข้มเพื่อเพิ่มความคมชัด แล้วใช้ที่ปักขนตาสีน้ำตาลเข้ม เพื่อให้ดวงตาดูโตขึ้นควรดัดขนตาให้ขนตาดูงอนขึ้นและปัดมาสคาร่าเพิ่มความงอนให้กับขนตาอีกที แล้วเพิ่มเติมด้วยการเขียนคิ้วด้วยดินสอเขียนคิ้วสีน้ำตาลอ่อน เพื่อเพิ่มความคมชัดให้คิ้วดูสวยงาม

6.การใช้ที่ปัดแก้มบรัชออน เลือกใช้แบบทูโทน ปัดให้มีสีอ่อนๆเพื่อให้แก้มดูเป็นสีชมพู ดูมีเลือดฝาด ปัดเน้นที่แก้มเพื่อให้ดูมีสีสัน

7.การเลือกใช้ลิปสติก เลือกดูสีที่มีความเหมาะสมและใกล้เคียงกับเรามากที่สุด เลือกสีที่โทนอ่อน สีชมพู สีส้ม เพื่อให้เข้ากับสีของบรัชออน และไม่ทำให้ดูปากแดงจนเกิน หลังจากนั้นทาทับด้วยลิปกรอสอีกทีเพิ่มให้เกิดความเงางามเป็นแวววาว แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อย พร้อมออกเดินทางได้

ดังนั้นการแต่งหน้าควรคำนึงถึงรูปร่างหน้าตา การแต่งกาย เสื้อผ้า ทรงผมว่าเข้ากันไหม  เราควรจะมีการแต่งหน้าในทิศทางใด  เพื่อให้ดูสวยงาม  และไม่ดูขัดกับการแต่งกายของเรา  ทรงผมก็มีความสำคํญที่จะเป็นตัวช่วยให้เราตัดสินใจว่าควรจะมีการแต่งหน้าแบบใด

แต่งหน้าไปออกเดท

10

                เมื่อกล่าวถึงผู้หญิงแทบทุกคน ก็ควรคู่กับเรื่องของความสวยความงามซึ่งเป็นของคู่กัน  ผู้หญิงเราโดยปกติจะชอบแต่งหน้า ชอบแต่งตัว ชอบทำผมเป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อใครเจอชายหนุ่มมาปิ้ง เธอก็จะยิ่งอยากสวยขึ้นมากกว่าเดิมและยิ่งไปกว่านั้นหากมีการนัดออกเดทกันในครั้งแรกด้วยแล้ว เธอจะต้องยิ่งสวยเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ชายหนุ่มรู้สึกตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ก็ชอบให้ให้แฟนหรือสาวที่ตัวเองหลงรักสวยและดูดีทั้งนั้น  จะทำอย่างให้ให้เค้าประทับใจแบบสุดๆ เรามาดูวิธีการแต่งหน้าไปออกเดทกันดีกว่าค่ะ

1.ขั้นตอนแรกล้างหน้าให้สะอาดเพื่อให้สิ่งสกปรกหมดไปจากใบหน้า เช็ดหน้าให้แห้ง ทาครีมหรือโลชั่นที่ช่วยมีส่วนผสมของอโรเวร่าเพื่อช่วยในการบำรุงผิวหน้า เพื่อไม่ให้หน้าแห้งจนเกินไป โดยทาให้บริเวณผิวหน้าและลำคอ

2.ตามด้วยการทาครีมกันแดด เนื่องจากสภาพอากาศร้อนมาก จำเป็นต้องเจอกับแสงแดด การทาครีมกันแดดสามารถช่วยปกป้องแสงแดดได้บ้าง โดยทาให้ทั่วบริเวณผิวหน้าและลำคอ เกลี่ยให้ดูเนียนเรียบ

3.ทาครีมรองพื้นเพื่อปกปิดริ้วรอย โดยเลือกให้มีสีใกล้เคียงกับผิวหน้าของเรา เมื่อได้ครีมรองพื้นที่ถูกใจแล้วก็ทาให้เสมอกันทั่วทั้งใบหน้า เพื่อเป็นการปกปิดริ้วรอย จุดด่างดำ กระฝ้า และร่องรอยที่เราไม่พึงประสงค์ หรืออาจจะใช้คอนซีลเลอร์ทาทับได้ โดยทาให้ทั่วบริเวณใต้ดวงตาเพื่อลดรอยคล้ำที่อาจเกิดจากการพักผ่อนน้อย

4.จากนั้นใช้ไฮไลท์สีขาวลงบางๆ เพื่อให้ใบหน้าดูมีมิติเพิ่มมากขึ้น ทาด้วยแป้งฝุ่นบางๆเพื่อให้ผิวหน้าดูเนียนเรียบยิ่งขึ้น

5.เขียนคิ้วด้วยดินสอเขียนคิ้ว โดยเขียนให้เข้ากับสีผม จะได้ไม่ดูหลอกกันเกินไป เขียนจากหัวตามาหางตา ตามด้วยการปัดมาสคาร่าให้คิ้ว เพิ่มความคมชัดมากยิ่งขึ้น

6.ทาอายแชโดว์บริเวณเปลือกตาโดยเน้นสีชมพูอ่อน ทาบางๆจากหัวตาไปหางตา ตามด้วยการกรีดอายไลเนอร์เส้นบางๆ เพื่อเพิ่มความคมชัดให้กับดวงตา ทำให้ดวงตาดูกลมโตขึ้น ตามด้วยการดัดขนตาให้งามงอนทั้งบนและล่างปัดด้วยมาสคาร่าสีน้ำตาลอ่อน เพื่อช่วยให้ดวงตาดูเด่นขึ้น จากนั้นทำการไฮไลท์สีขาวบริเวณสันจมูก แก้มและคาง เพื่อให้ผิวหน้าดูขาวขึ้น ดูสวยเป็นธรรมชาติมากขึ้น

7.เลือกปัดบลัชออนแบบฝุ่นโทนสีหวานๆ เช่น สีชมพูอ่อน โดยปัดให้ทั่วบริเวณพวงแก้ม  โหนกแก้ม ทาให้ทั่วและให้ดูเป็นสีชมพูระเรื่อ ดูมีเลือดฝาด และดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

8.ทาปากด้วยลิปสติกสีที่ออกแนวหวานๆโทนชมพูสดใสเพื่อให้เข้ากับใบหน้าที่แต่งในโทนชมพู  เช่นเดียวกัน ตามด้วยการทาลิปกลอสหรือลิปปาล์มตามแต่สะดวกเพื่อเป็นการเพิ่มความมันวาว สีติดทนนานและปากไม่ลอกเป็นขุย  จะดูสวยหวาน งดงามเป็นธรรมชาติ

เมื่อแต่งเสร็จเรียบร้อยก็พร้อมที่จะออกเดทกับชายหนุ่มได้แล้ว เป็นการสร้างความมั่นใจ และความประทับใจได้ไม่รู้ลืม ความสวยของผู้หญิงเราจะทำให้ชายหนุ่มหลงรักได้อย่างไม่ยากเลยทีเดียว ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นขึ้นอยู่กับเวลาและโอกาสด้วย

ไอเดียตกแต่งบ้านให้สวยง่ายๆ แบบไม่ต้องเปลืองเงินเยอะ

10.1

เบื่อบ้านตัวเองแต่ยังไม่มีเงินแต่งบ้านใหม่ทำอย่างไรดี? หลายคนอาจจะตอบว่าก็ต้องทนอยู่ไปก่อน รอเก็บเงินได้เมื่อไหร่ก็ค่อยแต่งบ้าน แต่จริงๆแล้วคุณไม่ต้องรอนานขนาดนั้นก็ได้ค่ะ เพราะมีวิธีตกแต่งบ้านอีกมากมายที่ใช้เงินน้อย และสามารถทำได้ด้วยตัวเอง หรืออาจะไหว้วานเพื่อนที่มีฝีมือมาช่วยกันก็ได้ สนุกแถมยังประหยัดเงิน วิธีดีๆเหล่านี้มีอะไรบ้าง ลองมาดูกันค่ะ

1.ใช้ผ้าหรือกระดาษในการตกแต่ง

ผนังห้องที่ดูเรียบๆหรือเต็มไปด้วยร่องรอยที่ไม่น่าชอบใจ หาซื้อผ้าหรือกระดาษที่มีลวดลายสดใสหรือแบบที่ชอบมาติดเอาไว้ซะ แค่นี้คุณก็ไม่ต้องทนมองผนังห้องที่น่าเบื่ออีกต่อไปแล้วค่ะ กระดาษลายสวยๆที่ใช้ตกแต่งหรือผ้าลายสวยๆแบบที่คุณชอบ ก็เปลี่ยนบรรยากาศห้องให้ดูสดใสขึ้นทันตา

2.แสงช่วยเปลี่ยนบรรยากาศของห้องได้

หากรู้สึกว่าแสงไฟจากเพดานสว่างจ้าเกินไป ลองหาโคมไฟตั้งโต๊ะอันเล็กแล้วเปลี่ยนสีของหลอดไฟให้เป็นแสงสีนวลตา หรืออาจจะเลือกไฟกระพริบ LED สี warm white มาติดในห้องแทนก็เก๋ไปอีกแบบ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ง่ายที่คลองถมหรือบ้านหม้อ

10.2

3.เพ้นท์ผนังเป็นลวดลายตกแต่งตามใจชอบแทนการติดวอลเปเปอร์

หากคุณมีฝีมือในการเพ้นท์รูป นี่คือพื้นที่ในการแสดงความคิดสร้างสรรค์ของคุณ หรือหากเพ้นท์รูปไม่เก่งก็อาจจะชวนเพื่อนๆที่มีฝีมือมาช่วยกันเพ้นท์ก็ได้ ทั้งสนุกและประหยัดเงินอีกด้วย

4.ทาสีกรอบหน้าต่างหรือประตูใหม่

ช่วยให้บ้านดูสดใสขึ้นและช่วยเปลี่ยนขอบหน้าต่างที่ดูเรียบๆให้กลายเป็นมีสีสันที่น่าสนใจ

5.เปลี่ยนผ้าปูโต๊ะใหม่

โต๊ะกินข้าวตัวเก่าดูแล้วไม่ค่อยน่าสนใจ หาผ้าคลุมโต๊ะสีสันสดใสหรือลวดลายที่คุณชอบมาปูโต๊ะ เพียงเท่านี้บรรยากาศในครัวก็ดูสดใสขึ้นอีกเยอะเลย

6.ต้นไม้เขียวๆ ช่วยทำให้บรรยากาศดูมีชีวิตชีวาและสดชื่นขึ้น

หาต้นไม้เล็กๆที่คุณชื่นชอบวางประดับไว้ตามมุมต่างๆของบ้าน หาต้นไม้สมุนไพรหรือพืชผักสวนครัวใส่กระถางน่ารักๆวางไว้ที่ขอบหน้าต่างของห้องครัว ช่วยเพิ่มบรรยากศอีกทั้งยังใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย

ไอเดียการตกแต่งบ้านแบบประหยัดนี้ จะช่วยให้คุณไม่ต้องทนเบื่อกับห้องเดิมๆหรือบ้านเดิมๆอีกต่อไป เพียงลงมือตกแต่งด้วยตัวคุณเองก็ช่วยให้บ้านสวยแบบประหยัดเงินได้อีกเยอะเลยค่ะ

เคล็ดลับตกแต่งบ้านให้สะท้อนกลิ่นอายความสดใส

9.1

ความสดใสเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีชีวิตชีวา รู้สึกสดชื่นและเต็มไปด้วยพลังงาน การแต่งบ้านให้ดูสดใสก็เป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มพลังงานในแต่ละวันได้ดีเช่นกันค่ะ เพราะบ้านเป็นที่ที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยเป็นเวลานาน คงจะดีไม่น้อยถ้าทำให้บ้านเป็นที่ที่พักผ่อนและชาร์ตพลังพร้อมกับการทำงานและการใช้ชีวิตที่เร่งรีบอย่างในปัจจุบัน

ในการแต่งบ้านให้ดูสดใส สิ่งที่เป็นส่วนสำคัญที่สุดก็คือสีสันที่ใช้ การคุมโทนสีในการแต่งบ้านให้เป็นโทนเดียวกันหมดอาจทำให้บ้านดูเรียบหรู แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต้องการเปลี่ยนบ้านให้เป็นแหล่งพลังงานและความคิดสร้างสรรค์ล่ะก็ แนวทางการแต่งบ้านอย่างง่ายๆเหล่านี้อาจช่วยคุณได้ค่ะ

1.เลิกคิดเรื่องการใช้ข้าวของที่มีโทนสีใกล้เคียงกันไปซะ เปลี่ยนผ้าคลุมโต๊ะให้เป็นสีสันสดใส โต๊ะเก้าอี้ที่โทนสีไปคนละทางแต่เน้นสดใสไว้ก่อน หากไม่อยากทาสีเก้าอี้ใหม่ แค่เปลี่ยนเบาะรองก็ใช้ได้แล้ว

2.ลืมความเป็นระเบียบไปชั่วคราว หมอนอิงสีสันสดใสที่วางเรียงรายกันอยู่อย่างสบายๆ ชวนให้ทิ้งตัวนอนลงบนโซฟาและสนุกไปกับรายการทีวีสุดโปรดและเมาท์เมามันกับเพื่อนๆ

3.เปลี่ยนตู้วางของที่น่าเบื่อให้กลายเป็นตู้ใหม่ด้วยการทาสี เลือกสีสันสว่างและสดใสอย่างเช่น สีมิ้นต์หรือสีเหลืองมะนาว

4.บ้านสีขาวเรียบๆ ลองทาสีประตูเป็นสีฟ้าน้ำทะเล ให้บรรยากาศเหมือนอยู่ริมมหาสมุทร

5.มุมทำงานที่ค่อนข้างรกและดูทึมๆ ลงมือจัดข้าวของให้เป็นระเบียบ เพิ่มแสงสว่างด้วยหลอดไฟ และเปลี่ยนผนังที่น่าเบื่อด้วยผ้าหรือกระดาษลวดลายเจ็บๆสีจี๊ดๆ จะช่วยปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ในระหว่างการทำงานได้เป็นอย่างดี

6.เปลี่ยนจากกระถางต้นไม้เดิมๆให้เป็นกระถางใหม่ด้วยการทาสี หรือเพ้นท์ลายตามที่คุณชอบ โรยหินสีสันสดใสให้กับต้นไม้เล็กๆที่วางประดับอยู่ที่โต๊ะ

ไอเดียเหล่านี้ ช่วยเปลี่ยนบ้านที่ดูซึมเซาให้กลายเป็นมีสีสันและไม่น่าเบื่อ อีกทั้งยังเป็นวิธีที่ไม่ต้องเปลืองเงินมากอีกด้วยค่ะ

พรีคาสท์ สูตรเด็ดกับการสร้างบ้าน เรียบง่าย ทันใจ

8.1

ในยุคที่อะไรๆ ก็ต้องเร่งรีบไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตหรือการทำงานที่ต้องรีบเร่งเพื่อให้ทันเวลา คงไม่ต่างอะไรกับงานสถาปัตยกรรมที่พยายามเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีให้เชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์ชีวิตของคนเมือง ช่วยให้คนเหล่านี้สามารถดำเนินชีวิตได้ง่ายขึ้นในเวลาอันจำกัด โดยเฉพาะการสร้างบ้านที่หันมาเน้นความเรียบง่ายและรวดเร็ว ต่างจากในอดีตที่การก่อสร้างบ้านแต่ละหลังจะต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีรายละเอียดมากมายที่ต้องใช้ความรู้ อีกทั้งอาจจะต้องเสี่ยงกับปัญหาหากเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน

คำตอบของปัญหาทั้งหลายที่จะช่วยกำจัดข้อเสียเกี่ยวกับการสร้างบ้านออกไปก็คือ “พรีคาสท์” แนวการสร้างบ้านสมัยใหม่ที่เราควรทำความรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้านจัดสรร ทาวน์เฮ้าส์ หรือการทำโครงการหมู่บ้าน เทคโนโลยีชิ้นนี้กลายเป็นสิ่งที่กำลังได้ความสนใจ เนื่องจากมีข้อดีในการก่อสร้างมากมาย ช่วยให้ความสะดวก อีกทั้งคุณภาพของวัสดุที่คงทน ทำให้งานก่อสร้างมีความเนี๊ยบและได้สไตล์เรียบหรูอย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วยค่ะ

8.2

เจาะลึกกับพรีคาสท์ คำตอบของการออกแบบบ้านในโลกสมัยใหม่

บ้านสไตล์พรีคาสท์อาจจะดูเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่การออกแบบและใช้วัสดุเหล่านี้นิยมใช้อย่างแพร่หลายกันมาแล้วในต่างประเทศ สำหรับนิยามของพรีคาส์คือวัสดุที่เป็นคอนกรีตแบบสำเร็จรูป พร้อมสำหรับการใช้งาน มีการเสริมเหล็กหล่อเพื่อให้ตัววัสดุมีความคงทนและแข็งแรง สามารถนำเอาชิ้นส่วนมาประกอบเข้าด้วยกัน

โดยในขั้นตอนเหล่านี้ก่อนจะกลายมาเป็นชิ้นงานเนี๊ยบๆ ที่มีความเรียบและได้คุณภาพ จะต้องถูกหล่อผ่านแบบ จากนั้นจะส่งเข้าสู่การบ่มในอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อให้ได้แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปที่ไม่มีรอยแตกร้าว การใช้งานสามารถนำเอาไปประกอบเป็นส่วนของผนังบ้าน ส่วนของด้านหน้าบ้าน หรือจะเป็นพื้นบ้านก็ได้ ซึ่งคอนกรีตเหล่านี้จะมีการแบ่งรูปแบบหล่อตามการใช้งานอย่างเหมาะสม เมื่อนำมาประกอบกันแล้วจะใช้เวลาไม่นาน ก็จะได้บ้านที่สวยงามและแข็งแรงอย่างที่ต้องการ

8.3

ข้อดีของบ้านพรีคาสท์ที่คุ้มค่ากับการเลือกใช้

สำหรับข้อดีของมันไม่ได้มีเพียงแค่ความสะดวกสบายในขั้นตอนการก่อสร้างเพียงอย่างเดียว ทว่ามันยังมีความแข็งแรงทนทานมากกว่า เมื่อเทียบกับการก่ออิฐฉาบปูนแบบทั่วไป ในทุกๆ แผ่นของวัสดุมีความเรียบเนียน ให้มาตรฐานแบบคงที่ จึงมั่นใจได้กับการก่อสร้างที่จะไม่เกิดปัญหาตามมาในอนาคต โดยเฉพาะบ้านส่วนใหญ่ที่มักจะเผชิญกับปัญหาการฉาบปูนที่ไม่ได้มาตรฐาน เสามีความเอียง มีรอยแตกร้าวที่ทำให้เกิดรั่วซึมบริเวณผนัง หรือรอยรั่วที่มาจากการก่ออิฐไม่เชื่อมต่อกันกับเสาบ้าน เหล่านี้ บ้านพรีคาสท์จะช่วยแก้ปัญหาให้บ้านมีคุณภาพต่อการอยู่อาศัยมากขึ้น

นอกจากนี้ วัสดุที่คงทนยังมีความยืดหยุ่น เหมาะสำหรับการก่อสร้างในเขตที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหว เนื่องจากเป็นคอนกรีตแบบเสริมเหล็ก จึงทำให้มีความคงทนสูง ไม่แตกร้าวได้ง่ายเมื่อเกิดแรงกระทบกระเทือน ส่วนในเมืองไทยของเราลักษณะของวัสดุยังช่วยทำให้บ้านเย็น ลดการใช้พลังงาน กลายเป็นบ้านสไตล์ eco ที่มีสีสันและทันสมัยได้เป็นอย่างดี

การก่อสร้างบ้านรูปแบบนี้ มั่นใจได้ว่าในอนาคตมันจะกลายเป็นวัสดุที่แพร่หลายและได้รับความนิยมมากที่สุด ต่อไปเราอาจจะไม่ได้เห็นการก่ออิฐฉาบปูนที่ไม่ได้มาตรฐานจากช่างรับเหมาที่ไม่ได้คุณภาพอีกต่อไปก็เป็นได้ค่ะ

ข้อควรรู้สำหรับการสร้างบ้านตามความเชื่อแบบชาวไทย

7.1

ประเพณีไทยเป็นสิ่งที่ถูกสืบทอดกันมาช้านาน ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปสักแค่ไหน แต่สำหรับผืนแผ่นดินแห่งนี้ก็ยังคงเอาไว้ซึ่งรากแท้ที่ยังคงฝังลึกอยู่ในความเชื่อของผู้คน เช่นเดียวกับการสร้างบ้านที่ไม่ได้เพียงแค่การก่อสร้างขึ้นมาให้เป็นรูปทรงเท่านั้น ความเชื่อในแบบฉบับของไทย ก็คงไม่ต่างอะไรไปจากฮวงจุ้ยของชาวจีน ที่เน้นการสร้างบ้านให้เป็นสิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัย สำหรับบ้านเราก่อนการสร้างบ้านจะมีการหาฤกษ์ยาม ทำพิธีต่างๆ มากมาย หากใครยังคงต้องการสืบสานวัฒนธรรมเหล่านี้ก็ลองมาทำความรู้จักกับคำแนะนำการสร้างบ้านตามสไตล์ของชาวไทยกันดูค่ะ

เริ่มต้นด้วยการเลือกทำเลที่เหมาะสม

ผืนดินอันเป็นที่ตั้งของบ้านเป็นสิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญมากที่สุด ตามคตินิยมของไทยหากได้ผืนดินที่มีความสวยงามตามแบบฉบับที่สืบทดมา ถือว่าเป็นการเริ่มต้นดึงดูดสิ่งที่เป็นสิริมงคลให้เข้ามาภายในบ้าน ช่วยสร้างบรรยากาศแวดล้อมรอบๆ ให้ดูน่าอยู่อาศัยและกำจัดสิ่งชั่วร้ายออกไป ทั้งนี้ที่ดินส่วนใหญ่ที่เลือกกันควรจะมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม  ครึ่งวงกลม วงกลม หรือที่ดินที่มีส่วนกลางเว้าเข้ามาคล้ายกางเกง

นอกจากนี้อย่าลืมตรวจสอบบริเวณพื้นที่ด้วยว่าเป็นดินที่มีความแข็งตัวเพียงพอที่จะปลูกสร้างบ้านได้ มีปลวกหรือตอไม้ที่จะสร้างความเสียหายให้บ้านในอนาคตหลังจากการสร้างเสร็จแล้วหรือไม่ สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญในเชิงเหตุและผลอยู่บ้าง เพื่อป้องกันปลวกที่จะเข้ามาทำลายบ้านให้เสียหาย หรือเกิดการแตกร้าวอันเนื่องมาจากรากฐานที่ไม่แข็งแรง

7.2

พื้นดินที่ไม่เหมาะสมสำหรับการสร้างบ้าน

พื้นดินที่มีลักษณะเป็นมุมแหลม ตามความเชื่อถือว่าไม่ใช่สิ่งที่เป็นมงคล โดยเฉพาะในส่วนที่มีรูปร่างคลายมีดดาบ หอก หรือของมีคมที่เอาไว้ใช้สำหรับการทิ่มแทงผู้อื่น ไปจนถึงรูปสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมมุมตัด และสี่เหลี่ยมคางหมู เป็นต้น เหล่านี้ถือว่าจะสร้างความอัปมงคลให้กับสมาชิกภายในบ้าน ทำให้บ้านร้อนดูไม่น่าอยู่ ไม่มีความสุขจากความแตกแยกของสมาชิกภายในครอบครัว

ขั้นตอนในการยกเสาเอก

การปลูกเรือนที่มีการพูดถึงเสาเอกในสมัยนี้ อาจจะไม่ใช่เรื่องที่คุ้นหูเท่าใดนัก เนื่องจากบ้านส่วนใหญ่ปลูกสร้างสำเร็จรูปเอาไว้ให้พร้อมอยู่อาศัยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะในเมืองหลวง การยกเสาเอกจึงมักเกิดขึ้นในต่างจังหวัดและชนบทที่ยังคงมีความเชื่อเหล่านี้อยู่ สำหรับบ้านที่สร้างด้วยตัวเอง พิธีนี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างบ้าน โดยก่อนอื่นจะต้องมีพิธีขุดหลุม โดยให้โหรเป็นผู้ดูและคำนวณลักษณะของพื้นดินเพื่อหาตำแหน่งที่เรียกกันว่าท้องนาคแล้วจึงทำการขุดได้ เมื่อเริ่มขุดได้เสาแรกแล้วก็จะต้องโรยด้วยดอกไม้ ข้าวตอก พร้อมทั้งธูปเทียนมาใช้สำหรับการบูชาพญานาคกันตามความเชื่อเพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปกปักรักษาคนในบ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข

ต่อมาคือการทำขวัญข้าว และเข้าสู่ขั้นตอนการยกเสาเอก มีพิธีการหามเสาเป็นคู่ และจะต้องดูทิศตามเดือนที่ทำการยกเสาด้วย ซึ่งส่วนนี้บ้านไหนที่ไม่มีความรู้ก็จะใช้โหรเป็นผู้ช่วยกำหนดทิศทางที่เหมาะสมให้ คนที่ยกเสาและผู้คนที่เข้าร่วมจะต้องโห่ร้องสามครั้งเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย จากนั้นก็ให้ยกเสาลงหลุม ซึ่งจะมีการสังเกตปลายเสาในช่วงที่ยกลงไปแล้วด้วยว่าหันไปทิศทางไหน โดยถือว่าเป็นการสื่อความหมายถึงความอยู่เย็นเป็นสุขภายในบ้านในอนาคต

7.3

ตั้งศาลพระภูมิประจำบ้าน

พิธีสุดท้ายหลังจากการตั้งเสาเอกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจประจำบ้านที่ขาดไม่ได้คือศาลพระภูมิเจ้าที่ ซึ่งจะช่วยให้คนในบ้านรู้สึกสบายใจ เชื่อว่าศาลพระภูมิจะช่วยปกปักรักษาคนในบ้านให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ดึงดูดแต่ความเจริญรุ่งเรืองเข้ามา และช่วยให้มีแต่ความสำเร็จและก้าวหน้าในการดำเนินชีวิต

สำหรับการตั้งตัวศาล หลังจากเลือกพื้นที่ดินที่เหมาะสมได้แล้ว ให้ทำการยกตำแหน่งพื้นบริเวณนั้นสูงขึ้นมาจากระดับปกติ ทำการขุดหลุมเพื่อเตรียมสำหรับการตั้งเสา กะประมาณว่าตัวเสาของศาลจะเมื่อตั้งแล้ว ศาลจะอยู่ในระดับสายตาพอดี ตามชื่อเรียกที่เราคุ้นหูกันว่า “ศาลเพียงตา” และบริเวณที่ตั้งจะต้องไม่ให้เงาของบ้านเข้ามาบดบัง เมื่อตั้งเสาแล้วก็ให้ทำพิธีกรรมต่างๆ ตามความเชื่อ และอัญเชิญพระภูมิเจ้าที่เข้ามาอาศัยอยู่ภายใน ซึ่งมีโหรเป็นผู้คอยช่วยเหลือวางแผนระบบการทำพิธีตามขั้นตอนอย่างเหมาะสมจนเสร็จสิ้น

หลังจากบ้านก่อสร้างเสร็จ ก่อนเข้าอยู่อาศัย ไม่ว่าที่ไหนๆ ก็จะต้องมีการขึ้นบ้านใหม่เพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลและขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทาง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็แสดงให้เห็นว่าความเชื่อของไทยเรายังมีบางส่วนที่ไม่เคยเลือนหายไปไหน แม้จะเป็นเพียงเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล แต่สิ่งเหล่านี้ก็คือเอกลักษณ์ประจำชาติที่ถูกสืบทอดมาอย่างมีคุณค่า

ห้องน้ำและห้องนอนที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ

เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าในวัยนี้เป็นวัยที่ช่วยเหลือตัวเองได้ไม่มาก เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการออกแบบห้องน้ำและห้องนอนซึ่งเป็นสองห้องที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตให้ดี บทความนี้เรามีเทคนิคในการออกแบบห้องน้ำและห้องนอนที่เหมาพสำหรับผู้สูงอายุมาฝากกันค่ะ

6.1

ห้องน้ำ

1.ห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุนั้นจะต้องติดกับห้องนอนเพื่อสะดวกในการเข้าถึง ควรมีที่นั่งภายในห้องน้ำเพื่อใช้ในการเปลี่ยนเสื้อผ้า และมีที่นั่งสำหรับอาบน้ำสำหรับอาบแบบฝักบัว หรือเป็นที่นั่งที่สามารถนำเข้ามาวางในอ่างได้

2.เพิ่มความสูงของชักโครก เพื่อความสะดวกสบายในการออกแรงลุกนั่ง

3.เลือกใช้กระเบื้องปูพื้นที่ไม่ลื่น หรือกระเบื้องขนาดเล็กที่มีร่องปูนมากพอที่จะไม่ทำให้ลื่นได้ง่าย และส่วนของเคาน์เตอร์ควรออกแบบให้มีการดูแลรักษาได้ง่าย

6.2

ห้องนอน

1.ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกใช้เตียงไฟฟ้าที่ปรับระดับขึ้นลงได้ หรืออาจจะเลือกเตียงที่มีระดับต่ำกว่าปกติ ภายในห้องนอนควรมีการจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นตู้เสื้อผ้า ก็ควรเลือกใช้อุปกรณ์ภายในตู้ที่มีความสะดวกต่อการใช้งาน เพื่อป้องกันการก้มหยิบของที่ตกหล่นได้ง่าย

2.ในห้องนอนควรมีทางเดินที่กว้างเพียงพอ อย่างน้อยก็ประมาณ 90 เซนติเมตร สำหรับกรณีจำเป็นที่จะต้องมีการดูแลพิเศษหรือการเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็น ไม้เท้า ไม้พยุงเดิน

3.เพื่อความคล่องตัวสำหรับผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคไขข้ออักเสบ ร่างกายอ่อนแอหรือบาดเจ็บ ควรเปลี่ยนลูกบิดและที่จับตู้เป็นแบบด้ามจับและควรใช้ล็อคที่เป็นแบบกลอนเปิดปิดง่าย

4.ภายในห้องควรใช้สีที่ตัดกันเพื่อให้มองเห็นได้ง่าย เพราะการมองเห็นสีของผู้สูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเริ่มมีอายุมากขึ้น โดยที่สายตาจะเริ่มมองเห็นไม่ชัดเจนและมีสีเหลืองเข้ามาปน อย่างไรก็ตามการเพิ่มปริมาณความส่องสว่างก็ยังมีความจำเป็นและยังต้องนำหลักการความขัดแย้งของสีเข้ามาใช้งาน เพื่อช่วยในการมองเห็นได้อย่างชัดเจนขึ้น

6.3

5.ความบกพร่องของระบบประสาทที่มีผลต่อความจำและการรับรู้ของผู้สูงอายุ ทำให้ต้องมีระบบในการจัดเก็บที่ดี สะดวกต่อการเข้าถึงและการใช้งาน การใช้สีเพื่อการจดจำก็สามารถช่วยได้มากเลยค่ะ

6.ติดตั้งที่จับยึดสแตนเลสในห้องน้ำและห้องนอน ตามลักษณะการใช้งาน เช่น หลังจากตื่นนอน หลังจากที่ทำธุระในห้องน้ำเสร็จแล้ว

7.ควรเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีระบบตัดไฟแบบอัตโนมัติ หรือเตือนเมื่อถูกปล่อยเอาไว้นานๆ  ระวังอย่าให้มีสายไฟมาเกะกะ

8.เลือกใช้สวิตช์ไฟแบบที่มีเซ็นเซอร์เปิดปิดอัตโนมัติในบางจุด

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมนะคะว่าไม่ว่าคุณจะตกแต่งหรือออกแบบภายในบ้านทั้งห้องน้ำและห้องนอนอย่างไร ความสวยงามย่อมมาเป็นรอง เมื่อความปลอดภัยของผู้สูงอายุซึ่งเป็นคนที่เรารักมาเป็นสิ่งสำคัญกว่าอื่นใดทั้งหมด

หลักการเบื้องต้นในการออกแบบภายในเพื่อผู้อยู่อาศัยวัยชรา

วัยชราเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเริ่มมีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะทางร่างกายและสายตาที่เริ่มมองเห็นไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นการออกแบบบ้านภายในนั้นจึงมีสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงอยู่มากมายเพื่อความปลอดภัยของผู้สูงอายุภายในบ้าน

5.1

– เพราะผู้สูงอายุนั้นจะมีความแข็งแรงลดลง ทำให้มีผลต่อการเอื้อมหยิบของหรือออกแรงพยุงตัวลุกนั่งจากเก้าอี้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสม เราควรใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีความคล่องตัวและง่ายต่อการเคลื่อนย้าย เอาเฟอร์นิเจอร์ที่มีน้ำหนักมากและใหญ่เกินไปออก เพื่อขยายพื้นที่ให้กว้างเพียงพอต่อการใช้งาน

– เราควรแน่ใจว่าเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกนั้นมีความแข็งแรงที่เหมาะสมต่อการใช้งานในแต่ละประเภท และสะดวกในการเคลื่อนย้าย เราอาจจะลองพิจารณาเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ปรับเอนนอนและหมุนได้ เพื่อช่วยในการนั่งพักผ่อน

– หลีกเลี่ยงเฟอร์นิเจอร์ที่มีล้อลื่นไหลง่าย เพื่อป้องกันหากมีการต้องยึดจับขณะทรงตัว

– ในกรณีที่มีความจำเป็นควรเพิ่มจำนวนของวัตต์ของหลอดไฟฟ้า แต่หลีกเลี่ยงประเภทโคมไฟตั้งโต๊ะที่ใช้หลอกฮาโลเจนที่มีความร้อนสูง เพราะอาจจะตกหล่นและทำให้เกิดอุบัติเหตุอันตรายได้ง่าย

– ควรแน่ใจว่าในจุดที่ต้องใช้งานเป็นประจำนั้น มีแสงสว่างเพียงพอและเลือกใช้หลอดที่ไม่ทำให้เกิดเงามาก เช่น ตำแหน่งเคาน์เตอร์ อ่างล้างจาน

5.2

– เลือกใช้โคมไฟตั้งพื้นที่มีความแข็งแรง เพื่อเพิ่มแสงสว่างในมุมที่มืดแทนการใช้โคมไฟตั้งโต๊ะ

– ในห้องที่ใช้งานประจำควรมีความปลอดภัยในการใช้งานด้วย เช่น ในห้องนั้นควรใช้พื้นไม้ เพราะมีความเรียบ ไม่ลื่น ดูแลรักษาได้ง่าย แต่ถ้าหากใช้พื้นพรม ก็ควรหลีกเลี่ยงพรมที่มีขนหนา และไม่ควรเล่นระดับพื้นในห้องรับแขกและโถงทางเดินทั่วไป

– ในส่วนของห้องอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการจัดวางโต๊ะเตรียมอาหารขนาดใหญ่ตรงกลางห้อง เพื่อให้เกิดความสะดวกในการเดิน และที่สำคัญคือ ควรเลือกใช้สีอ่อนเพื่อให้ห้องครัวและห้องรับประทานอาหารมีความสว่างชัดเจนขึ้น  ใช้พื้นผิวที่ง่ายต่อการทำความสะอาด เลือกใช้อุปกรณ์เครื่องครัวที่มีขนาดและน้ำหนักที่เหมาะสม ง่ายต่อการใช้งาน สำหรับการใช้เตาแก๊สหุงต้ม ก็ควรเลือกใช้ถังที่มีวาล์วแบบตั้งเวลาปิด เพื่อป้องกันการลืมเปิดแก๊สทิ้งไว้

– อุปกรณ์ประเภทเตาอบหรือเครื่องล้างจาน ควรติดตั้งให้มีความสูงจากพื้นประมาณ 30 ซม เพื่อความสะดวกต่อการก้มใช้งานของผู้สูงอายุ

– การเลือกใช้สีภายในห้องต่างๆ ก็มีส่วนที่จะทำให้ผู้สูงอายุเกิดการจดได้เช่นเดียวกัน เช่น ในห้องน้ำอาจจะเลือกผนังสีฟ้า เป็นต้น

ออกแบบภายในเพื่อชีวิตที่ปลอดภัยของคนที่เรารักด้วยคำแนะนำจากเรากันนะคะ ทุกคนในครอบครัวจะได้อบอุ่นใจมากยิ่งขึ้น

ผ้าขนหนู ผืนนี้สิ โดนใจสุดๆ

3.1

ฉันเป็นคนที่ชอบเปลี่ยนผ้าขนหนูบ่อยๆ จนอาจจะเรียกได้ว่าใช้ผ้าขนหนูเปลืองมากทีเดียว ไม่ใช่อะไรหรอกนะ แต่เป็นเพราะฉันยังไม่เจอผ้าขนหนูที่ถูกใจสักทีนั่นเอง เพราะผ้าขนหนูบางยี่ห้อเมื่อใช้ไปได้สักพักหนึ่งก็จะเป็นขุยได้ง่าย แถมยังซับน้ำไม่ดีอีกด้วย อย่างนี้จะไม่ให้เปลี่ยนใหม่ได้ยังไงล่ะคะ จริงไหม สาวๆ คงจะรู้กันดี เพราะผู้หญิงเรานั้นชอบอะไรที่ละเอียดอ่อนมากๆ ถ้าไม่ได้เรื่องแล้วก็อย่าหวังว่าจะเอามาใช้อีกเลย

แต่แล้ววันหนึ่งฉันก็เจอผ้าขนหนูที่ถูกใจจนได้ ซึ่งก็คือผ้าขนหนูนาดนนั่นเอง เพื่อนๆ อยากรู้ไหมเอ่ยว่าเจอมันได้อย่างไร ก็วันนั้นเป็นวันที่ฉันไปนอนค้างคืนบ้านเพื่อนน่ะสิ และบังเอิญที่ฉันไม่ได้เอาผ้าขนหนูไปด้วย ก็เลยขอของเพื่อนใช้ไปพลางๆ ก่อน แต่เอ๊ะเพียงแค่ได้สัมผัสทีแรก ฉันก็รู้ได้เลยว่าใช่เลยนี่ล่ะผ้าขนหนูที่ฉันต้องการ ก็มันทั้งนุ่มห่มสบาย แถมยังซับน้ำดีอีกด้วย เช็ดตัวแค่แปปเดียวก็แห้งและ นอกจากนี้ที่ฉันถูกใจมากที่สุดก็คือผ้าขนหนูผืนนี้ไม่ขึ้นขนเหมือนผ้าขนหนูผืนอื่นๆ ที่ฉันเคยใช้นั่นเอง ไม่ว่าจะใช้กี่ครั้งใช้นานแค่ไหน ก็ยังนุ่งห่มสบายเสมอเลยล่ะ ด้วยความที่ถูกใจฉันเลยถามเพื่อนว่านี่คือผ้าขนหนูยี่ห้ออะไร เพื่อนก็บอกว่าเขาเรียกผ้าขนหนูนาโน ราคาแพงไปหน่อยแต่ก็คุณภาพโอเคเลยล่ะ

เพื่อนคนไหนที่กำลังมองหาผ้าขนหนูที่โดนใจสุดๆ อยู่เหมือนกัน ลองเลือกใช้ผ้าขนหนูนาโนดูสิคะ แล้วเพื่อนๆ จะรู้สึกถูกใจเหมือนกับฉันเลยล่ะ ถึงราคาอาจจะแพงไปหน่อยแต่ฉันว่ามันก็คุ้มค่ามากเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของผ้านาโนที่มีความนุ่มสบาย ซึมซึบน้ำได้ดีหรือคุณสมบัติอื่นๆ แต่ก็บอกเลยว่าผ้าขนหนูนาโนนี่ล่ะดีกว่าผ้าขนหนูยี่ห้ออื่นๆ แน่นอนค่ะ

และนี่ล่ะคือผ้าขนหนูที่โดนใจที่สุดสำหรับฉัน ซึ่ง ณ วันนี้ฉันก็ยังคงใช้มันอยู่และนอกจากผ้าขนหนูนาโนแล้วฉันก็สรรหาทุกอย่างที่เป็นสินค้านาโน ไม่ว่าจะเป็นผ้าห่มนาโน ผ้าเช็ดตัวนาโนหรือแม้แต่ถุงใส่ของก็ยังเลือกถุงผ้านาโนเลยล่ะ คิดซะว่านอกจากจะได้ผ้าที่มีความนุ่มสบายเต็มไปด้วยคุณภาพแล้ว ก็ยังได้ช่วยลดโลกร้อนอีกด้วย ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมากเลยล่ะ จริงไหมคะ สาวๆ คนไหนที่เบื่อกับการใช้ผ้าขนหนูแบบเดิมๆ ที่มักจะมีปัญหาขึ้นขนหรือแห้งช้าอับชื้นอยู่บ่อยๆ ลองเปลี่ยนผ้าขนหนูของคุณมาใช้แบบที่มีคุณภาพมากกว่าดูสิคะ อย่างผ้าขนหนูนาโน รับรองว่าโดนใจแน่นอน